TH | EN
นางเพทาย เมฆี
ผู้ปกครองสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์
ลิ๊งที่เกี่ยวข้อง
ผู้เข้าชม
169253
มูลนิธิ

ข้อบังคับ

มูลนิธิแก้วล้านนา

หมวดที่  1

ชื่อเครื่องหมายและสำนักงานที่ตั้ง

ข้อ 1.  มูลนิธินี้ชื่อว่า “มูลนิธิแก้วล้านนา”

ข้อ 2.  เครื่องหมายของมูลนิธินี้คือ รูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 12.5 เซนติเมตร ด้านบนเป็นชื่อ “มูลนิธิลูกแก้วล้านนา” ด้านล่างมีขอบหนา 1 เส้น และมีเส้นขอบในบาง ๆ 2 เส้น ในวงกลมด้านบนเป็นตัวหนังสือข้อความ “เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตเด็กไทย” ส่วนกลางของวงกลมเป็นรูปเด็ก 3 คน ยืนเรียงกัน

ข้อ 3.  สำนักงานของมูลนิธิตั้งอยู่ที่ เลขที่ 63/3 หมู่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ รหัสไปรษณีย์ 50180 โทร.  053-211877  โทรสาร.  053-220802

หมวดที่ 2

วัตถุประสงค์

ข้อ 4.  วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ

4.1  เพื่อการบริการด้านสวัสดิการ การดำเนินงานพัฒนา และสงเคราะห์เด็กอ่อน ในอุปการะของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนเชียงใหม่

4.2  เพื่อจัดสรรค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์เด็กอ่อนเชียงใหม่

4.3  เพื่อจัดสวัสดิการและพัฒนาบุคลากร

4.4  เพื่อจัดจ้างบุคลากรที่จำเป็นในกรณีที่บุคลากรไม่เพียงพอ

4.5  เพื่อดำเนินการสงเคราะห์และพัฒนาแก่เด็กที่ประสบปัญหาภายนอกสถานสงเคราะห์ที่อยู่ตามชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือ เช่น เด็กขาดสารอาหาร เด็กพิการ เด็กปัญญาอ่อน เด็กที่คลอดมาจากมารดาที่ติดเชื้อเอดส์ เด็กเร่ร่อน และเด็กที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ เป็นต้น

4.6  ส่งเสริมและพัฒนางานทางด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กด้อยโอกาส

4.7  เพื่อร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์

4.8  ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเมือง

หมวดที่ 3

ทุนทรัพย์ ทรัพย์สิน และการได้มาซึ่งทรัพย์สิน

ข้อ 5.  ทรัพย์สินของมูลนิธิ มีทุนเริ่มแรกซึ่งรวบรวมได้จากผู้มีจิตศรัทธา เป็นเงินสดจำนวน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) เงินจำนวนนี้ได้แยกฝากประจำ 3 เดือน ไว้ที่ธนาคารกรุงไทย สาขาแม่ริม คือบัญชีเงินฝากประจำ 3 เดือน เลขที่ 5-15-3-00092-3 ตั้งแต่วันที่ 12 พฤษภาคม 2537 จำนวนเงิน 200,000 บาท (สองแสนบาทถ้วน) ส่วนเงินบริจาคที่ได้รับเพิ่มขึ้นและดอกเบี้ยธนาคารที่เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 2537 ไม่นับเข้าทุนเริ่มแรกของมูลนิธิ เพราะจะจัดได้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของมูลนิธิต่อไป เมื่อได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคลแล้ว

ข้อ 6.  มูลนิธิอาจได้มาซึ่งทรัพย์สินโดยวิธีดังต่อไปนี้

6.1  เงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคให้

6.2  ทรัพย์สินที่มีผู้ยกให้โดยพินัยกรรม หรือนิติกรรมอื่น ๆ โดยมิได้มีเงื่อนไขผูกพันให้มูลนิธิต้องรับผิดชอบ

6.3  ดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินอันเป็นทุนของมูลนิธิ

6.4  จากการจัดงานหาทุน

6.5  จากการสนับสนุนขององค์กรภาครัฐ – เอกชน และผู้มีจิตศรัทธาให้ดำเนินงานตามโครงการที่ผู้สนับสนุนเห็นชอบโดยไม่มีข้อผูกพันอื่นใด

 

ปี พ.ศ. 2557 ได้ เปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ/การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

ดังนี้

หมวดที่ 4

คุณสมบัติ และการพ้นจากการตำแหน่งของกรรมการ

ข้อ 7.  กรรมการของมูลนิธิต้องมีคุณสมบัติดังนี้

7.1  มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์

7.2  ไม่เป็นบุคคลล้มละลายหรือไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ

7.3  ไม่เป็นผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุก เว้นแต่จะได้กระทำโดยประมาท หรือความผิดลหุโทษ

ข้อ 8.  กรรมการของมูลนิธิพ้นจากตำแหน่ง เมื่อ

8.1  ถึงคราวออกตามวาระ

8.2  ตายหรือลาออก

8.3  ขาดคุณสมบัติตามตราสารข้อ 7

8.4  เป็นผู้มีความประพฤติและปฏิบัติตนเป็นที่เสื่อมเสีย และคณะกรรมการมูลนิธิมีมติให้ออก โดยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของคณะกรรมการมูลนิธิ

หมวดที่ 5

การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 9.  มูลนิธินี้ดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิ มีจำนวนไม่น้อยกว่า 5 คน แต่ไม่เกิน 15 คน

ข้อ 10. ในวาระเริ่มแรกให้คณะกรรมการผู้ริเริ่มจัดตั้งมูลนิธิเป็นผู้เลือกคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิขึ้นคณะหนึ่ง     ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานมูลนิธิ เลขานุการมูลนิธิ เหรัญญิก และคณะกรรมการอื่น ๆ ตามที่เห็นสมควร

ข้อ 11.  วิธีเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิให้ปฏิบัติดังนี้

ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิ และกรรมการอื่น ๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควรตามข้อบังคับ

ข้อ 12.  กรรมการดำเนินงานมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี

ข้อ 13.   เพื่อให้การดำเนินงานของมูลนิธิได้เป็นไปโดยติดต่อกัน เมื่อคณะกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิได้ปฏิบัติหน้าที่มาครบ 2 ปี (ครึ่งหนึ่งของวาระการดำรงตำแหน่ง) ให้มีการจับสลากออกไปหนึ่งในสองของจำนวนกรรมการมูลนิธิที่ได้รับเลือกเป็นกรรมการดำเนินงานของมูลนิธิครั้งแรก

ข้อ 14.  การเลือกตั้งคณะกรรมการมูลนิธิ ให้ถือเสียงข้างมากของที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเป็นมติของที่ประชุม

ข้อ 15.  กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตามวาระหรือโดยการจับสลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก

ข้อ 16.  ถ้าตำแหน่งกรรมการมูลนิธิว่างลง ให้คณะกรรมการมูลนิธิที่เหลืออยู่ตั้งบุคคลอื่นเป็นกรรมการมูลนิธิแทนตำแหน่งที่ว่าง กรรมการมูลนิธิผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งซ่อมอยู่ในตำแหน่งเท่าวาระของผู้ที่ตนแทน

หมวดที่ 6

อำนาจหน้าที่คณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 17.  คณะกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการของมูลนิธิ ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิและภายใต้ข้อบังคับนี้ ให้มีอำนาจหน้าที่ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้

17.1  กำหนดนโยบายของมูลนิธิ และดำเนินการตามนโยบายนั้น

17.2  ควบคุมการเงินและทรัพย์สินต่าง ๆ ของมูลนิธิ

17.3  เสนอรายงานกิจการ รายงานการเงิน และบัญชีงบดุล รายได้ – รายจ่าย ต่อกระทรวงมหาดไทย

17.4  ดำเนินการให้เป็นไปตามมติที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ และวัตถุประสงค์ของข้อบังคับนี้

17.5  ตราระเบียบเกี่ยวกับการดำเนินกิจการของมูลนิธิ

17.6  แต่งตั้งหรือถอดถอนคณะอนุกรรมการขึ้นคณะหนึ่งหรือหลายคณะ เพื่อดำเนินการเฉพาะอย่างมูลนิธิ ภายใต้การควบคุมของคณะกรรมการมูลนิธิ

17.7  เชิญผู้ทรงคุณวุฒิหรือบุคคลที่ทำประโยชน์ให้มูลนิธิเป็นพิเศษ เป็นกรรมการกิตติมศักดิ์

17.8  เชิญผู้ทรงเกียรติเป็นผู้อุปถัมภ์มูลนิธิ

17.9  เชิญผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิ

17.10  แต่งตั้งหรือถอดถอนเจ้าหน้าที่ประจำของมูลนิธิ มติให้ดำเนินการตามข้อ 17.7  17.8  และ 17.9 ต้องเป็นมติเสียงข้างมากของที่ประชุม และที่ปรึกษาตามข้อ 17.9  ย่อมเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการมูลนิธิที่เชิญเท่านั้น

ข้อ 18.  ประธานกรรมการมูลนิธิมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

18.1  เป็นประธานของการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

18.2  สั่งเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

18.3  เป็นผู้แทนของมูลนิธิในการติดต่อกับบุคคลภายนอก แบะในการทำนิติกรรมใด ๆ ของมูลนิธิ หรือการลงลายมือชื่อในเอกสาร ตราสาร และสรรรพหนังสือ อันเป็นหลักฐานของมูลนิธิ และในการอรรถคดีนั้น เมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน หรือกรรมการมูลนิธิ 2 คน ได้ลงรายมือชื่อแล้วอันเป็นใช้ได้

18.4  ปฏิบัติการอื่น ๆ ตามข้อบังคับ และมติของคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 19.  ให้รองประธานกรรมการมูลนิธิทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิ เมื่อประธานไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ หรือในกรณีที่ประธานมอบหมายให้ทำการแทน

ข้อ 20.  ถ้าประธานกรรมการมูลนิธิและรองประธานกรรมการมูลนิธิ ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในการประชุมคราวหนึ่งคราวใดได้ ให้ที่ประชุมเลือกตั้งกรรรมการมูลนิธิคนใดคนหนึ่งเป็นประธานสำหรับการประชุมคราวนั้น

ข้อ 21.  เลขานุการมูลนิธิมีหน้าที่ควบคุมกิจการ และดำเนินการประชุมของมูลนิธิ ติดต่อประสานงานทั่วไป รักษาระเบียบข้อบังคับของมูลนิธิ นัดประชุมกรรมการตามคำสั่งของประธานกรรมการมูลนิธิและทำรายงานการประชุม ตลอดจนรายงานกิจการของมูลนิธิ

ข้อ 22.  เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุมการเงิน ทรัพย์สินมีค่าของมูลนิธิ ตลอดจนบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องให้ถูกต้อง และเป็นไปตามระเบียบที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ 23.  สำหรับกรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ให้มีหน้าที่ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด โดยทำเป็นคำสั่งระบุอำนาจหน้าที่ให้ชัดเจน

ข้อ 24.  คณะกรรมการมูลนิธิมีสิทธิเข้าร่วมประชุมกรรมการ หรืออนุกรรมการอื่น ๆ ของมูลนิธิได้

หมวดที่ 7

อนุกรรมการ

ข้อ 25.  คณะกรรมการมูลนิธิอาจแต่งตั้งหรือถอดถอนอนุกรรมการได้ตามความเหมาะสมโดยจะแต่งตั้งให้เป็นอนุกรรมการประจำ หรือเพื่อการใดเป็นพิเศษเฉพาะคราวก็ได้ และในกรณีที่คณะกรรมการมูลนิธิไม่ได้แต่งตั้งประธานอนุกรรมการ เลขานุการหรืออนุกรรมการในตำแหน่งอื่นไว้ก็ให้อนุกรรมการและคณะแต่งตั้งกันเองดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้

ข้อ 26.  อนุกรรมการอยู่ในตำแหน่งจนหาว่าจะเสร็จงานที่ได้รับหมอบหมายให้กระทำ ส่วนคณะอนุกรรมการประจำอยู่ในตำแหน่งตามเวลาที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด ซึ่งถ้ามิได้กำหนดไว้ ก็ให้อยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่าวาระของคณะกรรมการมูลนิธิซึ่งเป็นผู้แต่งตั้ง และอนุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

26.1  นุกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง อาจได้รับการแต่งตั้งอีกได้

26.2  อนุกรรมการมีหน้าที่เสนอความคิดเห็นต่อคณะกรรมการมูลนิธิเกี่ยวกับงานที่ได้รับมอบหมาย

หมวดที่ 8

การะประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 27.  คณะกรมการมูลนิธิจะต้องจัดให้มีการประชุมสามัญประจำปีทุก ๆ ปี ภายในเดือนและต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมดจึงจะเป็นองค์กรประชุม

ข้อ 28.  การประชุมวิสามัญอาจมีได้ในเมื่อประธานกรรมการมูลนิธิ หรือเมื่อคณะกรรมการมูลนิธิ ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป แสดงความประสงค์ไปยังประธานกรมการมูลนิธิ หรือผู้ทำการแทน ขอให้มีการประชุมก็ให้เรียกประชุมวิสามัญได้

ข้อ 29.  กำหนดการประชุมและองค์ประชุมของคณะกรรมการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนดไว้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเองและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการกำหนดการประชุม ให้คณะอนุกรรมการตกลงกันเองและในส่วนที่เกี่ยวข้องกับองค์ประชุมให้ใช้  ข้อ 27 บังคับอนุโลม

ข้อ 30.  ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการ หากมิได้มีข้อบังคับกำหนดไว้เป็นอย่างอื่นมติของที่ประชุมให้ถือเอาคะแนนเสียงข้างมาก ให้กรณีที่มีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมเป็นผู้ชี้ขาด กิจการใดที่เป็นงานประจำหรือเป็นกิจการเล็กน้อย ประธานกรรมการมูลนิธิ มีอำนาจให้ใช้วิธีสอบถามมติทางหนังสือแทนการเรียกประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ แต่ประธานกรรมการมูลนิธิต้องรายงานต่อที่ประชุม คณะกรรมการมูลนิธิในคราวต่อไปถึงมติและกิจการที่ได้ดำเนินการไปตามมตินั้น กิจการใดเป็นงานประจำ หรือเป็นกิจการเล็กน้อยหรือไม่ย่อมอยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิ

ข้อ 31.  ในการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิหรือคณะอนุกรรมการประธานกรรมการมูลนิธิหรือประธานที่ประชุมมีอำนาจเชิญหรืออนุญาตให้บุคคลที่เห็นสมควรเข้าร่วมประชุมในฐานะแขกผู้มีเกียรติ หรือผู้สังเกตการณ์ หรือเพื่อชี้แจง หรือเพื่อให้คำปรึกษาแก่ที่ประชุมได้

หมวดที่ 9

การเงิน

ข้อ 32.  ประธานกรรมการมูลนิธิ หรือรองประธานกรรมการมูลนิธิในกรณีทำหน้าที่แทน มีอำนาจสั่งจ่ายเงินได้คราวละไม่เกิน 10,000 บาท (หนึ่งหมื่นบาทถ้วน) ถ้าเกินกว่าจำนวนดังกล่าว ต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมาก เว้นแต่กรณีจำเป็นและเร่งด่วนให้อยู่ในดุลพินิจของประธานกรรมการมูลนิธิที่จะอนุมัติให้จ่ายได้ และต้องรายงานให้คณะกรรมการมูลนิธิทราบในการประชุมคราวต่อไป

ข้อ 33.  เหรัญญิกมีอำนาจเก็บรักษาเงินสดได้ครั้งละไม่เกิน 5,000 บาท (ห้าพันบาทถ้วน)

ข้อ 34.  เงินสดของมูลนิธิหรือเอกสารสิทธิ ต้องนำฝากไว้กับธนาคาร หรือสถาบันการเงินอื่นใดที่รัฐบาลให้การค้ำประกัน แล้วแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

ข้อ 35.  การสั่งจ่ายเงินโดยเช็คหรือตั๋วสั่งจ่ายเงิน จะต้องมีลายมือชื่อของประธานกรรมการมูลนิธิหรือผู้ทำการแทน กับเลขานุการหรือเหรัญญิกลงนามทุกครั้ง จึงจะเบิกจ่ายได้

ข้อ 36.  ในการใช้จ่ายเงินของมูลนิธิ ให้จ่ายเพียงดอกผลอันเกิดจากทรัพย์สินที่เป็นทุนของมูลนิธิ และเงินที่ผู้บริจาคมิได้แสดงเจตนาให้เป็นเงินสมทบทุนโดยเฉพาะ

ข้อ 37.  ให้คณะกรรมการมูลนิธิ วางระเบียบเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี และทรัพย์สินของมูลนิธิ ตลอดจนกำหนดอำนาจหน้าที ต่าง ๆ เกี่ยวกับการรับและจ่ายเงินนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

ข้อ 38.  ให้มีผู้สอบบัญชีของมูลนิธิ ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิเห็นชอบและแต่งตั้งจากบุคคลที่มิใช่กรรมการ หรือเจ้าหน้าที่อื่นของมูลนิธิ โดยจะให้ดำรงตำแหน่งกิตติมศักดิ์ หรือได้รับค่าตอบแทนอย่างไรสุดแต่ที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ 39.  ผู้สอบบัญชีมีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบบัญชีของมูลนิธิ และรับรองบัญชีงบดุลประจำปีที่คณะกรรมการมูลนิธิจะต้องรายงานต่อกระทรวงมหาดไทย ผู้สอบบัญชีมีสิทธิตรวจสอบบัญชีและเอกสารที่เกี่ยวข้องตลอดจนสอบถามกรรมการมูลนิธิในเรื่องใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน การบัญชี และเอกสารดังกล่าวได้

หมวดที่ 10

การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับ

ข้อ 40.  การแก้ไขเพิ่มเติมตราสารจะกระทำได้โดยเฉพาะที่ประชุมคณะกรรมการมูลนิธิ ซึ่งต้องมีกรรมการมูลนิธิเข้าประชุมไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนกรรมการทั้งหมดและอนุมัติให้แก้ไขหรือเพิ่มเติมตราสารต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนกรรมการที่เข้าประชุม

หมวดที่ 11

การเลิกมูลนิธิ

ข้อ 41.  ถ้ามูลนิธิต้องเลิกล้มไปโดยมติของคณะกรรมการหรือโดยเหตุผลใดก็ตาม ทรัพย์สินทั้งหมดของมูลนิธิที่เหลืออยู่ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์แก่กรรมประชาสงเคราะห์ ตามที่คณะกรรมการมูลนิธิกำหนด

ข้อ 42.  การสิ้นสุดของมูลนิธินั้นนอกจากที่กฎหมายบัญญัติไว้ ให้มูลนิธิเป็นอันสิ้นสุดลงโดยมิต้องให้ศาลสั่งเลิกด้วยเหตุต่อไปนี้

42.1  เมื่อมูลนิธิได้รับอนุญาตให้จดทะเบียนจัดตั้งเป็นนิติบุคคลแล้วไม่ได้รับทรัพย์ตามคำสั่นเต็มจำนวน

42.2  เมื่อกรรมการมูลนิธิจำนวนสองในสามมีมติให้ยกเลิก

42.3  เมื่อมูลนิธิไม่อาจหากรรมการได้ครบตามจำนวนกรรมการที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ

42.4  เมื่อมูลนิธิไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ว่าด้ายเหตุใด  ๆ

หมวดที่  12

บทเบ็ดเตล็ด

ข้อ 43.  การตีความในข้อบังคับของมูลนิธิ หากเป็นที่สงสัย ให้คณะกรรมการมูลนิธิโดยเสียงข้างมากของจำนวนกรรมการที่มีอยู่เป็นผู้ชี้ขาด

ข้อ 44.  ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยมูลนิธิมาใช้บังคับ ในเมื่อตรวจข้อบังคับของมูลนิธิได้กำหนดไว้

ข้อ 45.  มูลนิธิจะต้องไม่กระทำการกำไร และจะต้องไม่ดำเนินการนอกเหนือไปจากข้อบังคับที่กำหนดไว้

ใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนแต่งตั้งกรรมการของมูลนิธิขึ้นใหม่ทั้งชุด/การเปลี่ยนแปลงกรรมการของมูลนิธิ/การแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิ

ใบสำคัญฉบับนี้ออกให้เพื่อแสดงว่ามูลนิธิลูกแก้วล้านนา สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ เลขที่ ๖๓/๓ หมู่ที่ ๔ ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับของมูลนิธิลูกแก้วล้านนา โดยถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ แล้วดังต่อไปนี้

ข้อ ๔.  วัตถุประสงค์ของมูลนิธินี้คือ

๔.๑  สนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานของสถานสงเคราะห์เด็กบ้านเวียงพิงค์ สำหรับเด็กในความอุปการะที่มีอายุตั้งแต่แรกเกิดถึง ๒๔ ปี

๔.๒  สนับสนุนเป็นค่าใช้จ่ายให้กับเด็กในความอุปการะของสถานสงเคราะห์ที่พ้นการอุปการะไปแล้ว เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้

๔.๓  เพื่อจัดสวัสดิการและพัฒนาบุคลากร

๔.๔  เพื่อจัดจ้างบุคลากรที่จำเป็นในกรณีที่บุคลากรไม่เพียงพอ

๔.๕  เพื่อดำเนินการสงเคราะห์และพัฒนาแก่เด็กที่ประสบปัญหาภายนอกสถานสงเคราะห์ที่ตามชุมชนต่าง ๆ ในภาคเหนือ เช่น เด็กขาดสารอาหาร เด็กพิการ เด็กปัญญาอ่อน เด็กที่คลอดมาจากมารดาที่ติดเชื้อเอดส์ เด็กเร่ร่อน และเด็กที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์ เป็นต้น

๔.๖  ส่งเสริมและพัฒนางานทางด้านวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อเด็กด้อยโอกาส

๔.๗  เพื่อร่วมมือกับองค์กรการกุศลอื่น ๆ ดำเนินงานเพื่อสาธารณประโยชน์

๔.๘  ไม่มีวัตถุประสงค์ในการเมือง

ให้ไว้  ณ  วันที่  ๒๓  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๗

 

 

รายนามคณะกรรมการมูลนิธิลูกแก้วล้านนา

 

ลำดับ

ชื่อ – สกุล

ลายเซ็น

ตำแหน่ง

นายภูศักดิ์               ธรรมศาล

 

ประธานกรรมการ

นางธรณี                  พหลโยธิน

 

รองประธานกรรมการ

นางมยุรี                   ยกตรี

 

รองประธานกรรมการ

นางสุรีย์พร               ชูสุข

 

กรรมการและเลขานุการ

นางจิตรา                 ศรีแก้ว

 

กรรมการ

นางอัชฌา                ศรีเปารยะ

 

กรรมการ

นางสาวประไพ         ยวงเงิน

 

กรรมการ

นางสาวกนกพร        แสวงธรรม

 

กรรมการ

นางอรพรรณ            บุญมาลัย

 

กรรมการ

๑๐

นางสาวสิรวัศยา       คันธี

 

ผู้ช่วยเลขานุการ

๑๑

นางญาณิพัชญ์        จันทน์ผา

 

ผู้ช่วยเหรัญญิก

๑๒

นางนพพร               เลิศลักขณาวัฒน์

 

กรรมการและเหรัญญิก

 

 

 

 

 




อาสาสมัคร
63/3 หมู่ที่ 4 ตำบลดอนแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ 50180 ประเทศไทย
  Facebook us
E-mail : vpch@baanviengping.go.th
Tel : 0-5312-1161 , 0-5312-1163
Fax : 0-5312-1162